” พลวัตใหม่ของการศึกษาภาษาเกาหลี : เปิดโอกาส เชื่อมผู้คน สร้างอนาคตที่ยั่งยืน ” ผู้เข้าร่วมราว 75 คน ตอกย้ำเครือข่ายสมาคมการศึกษาภาษาเกาหลีแห่งประเทศไทย ณ โรงแรมเอเชีย กรุงเทพมหานคร
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับสมาคมการศึกษาภาษาเกาหลีแห่งประเทศไทย จัดการประชุมทางวิชาการระดับนานาชาติการศึกษาภาษาเกาหลี ประจำปี 2569 ( 2026년 태국 한국어교육 국제학술대회 ) ภายใต้หัวข้อ ” พลวัตใหม่ของการศึกษาภาษาเกาหลี : เปิดโอกาส เชื่อมผู้คน สร้างอนาคตที่ยั่งยืน ” โดยมีศูนย์การศึกษาเกาหลี ประจำประเทศไทย (Korean Education Center: KEC) สนับสนุนงบประมาณ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ท่ผ่านมา ณ ห้องกิ่งทอง โรงแรมเอเชีย กรุงเทพมหานคร มีผู้เข้าร่วม นักวิจัย นักวิชาการ 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย สาธารณรัฐเกาหลี ญี่ปุ่น เวียดนาม และสิงคโปร์ กว่า 75 คน นำเสนอผลงานวิจัยรวม 21 เรื่อง

พิธีเปิดในช่วงเช้าเต็มไปด้วยแขกผู้มีเกียรติระดับสูงของวงการภาษาเกาหลี ฯพณฯ นายพัค ยงมิน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย ให้เกียรติมากล่าวต้อนรับ คุณปาร์ค ซองฮา ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาเกาหลี ประจำประเทศไทย กล่าวแสดงความยินดี รองศาสตราจารย์ ดร.อาทิตย์ อินทรสิทธิ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายหลักสูตรและส่งเสริมการเรียนรู้ วิทยาเขตปัตตานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวเปิดงาน และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชิดชัย อุดมพันธ์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ กล่าวรายงาน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชิดชัย อุดมพันธ์ รายงานว่า การศึกษาภาษาเกาหลีในประเทศไทยขยายตัวต่อเนื่องทั้งระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและอุดมศึกษา ตามความสัมพันธ์ไทย-เกาหลีที่แน่นแฟ้นขึ้นทั้งด้านการศึกษา เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ภาษาเกาหลีจึงไม่ได้เป็นเพียงภาษาต่างประเทศ แต่เป็นเครื่องมือเข้าถึงองค์ความรู้และทำความเข้าใจผู้คนและสังคม การศึกษาภาษาเกาหลีจึงต้องก้าวไปไกลกว่าทักษะทางภาษา สู่การเรียนรู้ที่เชื่อมภาษา วัฒนธรรม วรรณกรรม และสังคมเข้าด้วยกัน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เรียนที่แตกต่างกันเข้าถึงการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ การประชุมครั้งนี้ยังมีเป้าหมายส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเครือข่ายในการวางรากฐานและสนับสนุนการจัดตั้งสมาคมการศึกษาภาษาเกาหลีแห่งประเทศไทย ซึ่งสอดรับกับการประชุมเครือข่ายที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในวันที่ 20 ตุลาคม ท้ายคำกล่าว คณบดีกล่าวขอบคุณสถานเอกอัครราชทูตฯ ศูนย์การศึกษาเกาหลีฯ ที่สนับสนุนงบประมาณ และสมาคมฯ ที่ไว้วางใจให้คณะเป็นผู้จัดการประชุม
ด้านฯพณฯ เอกอัครราชทูตเกาหลีกล่าวถึงความสัมพันธ์สองประเทศที่ขยายตัวตั้งแต่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อปี 1958 ทั้งการค้า วัฒนธรรม และการศึกษา โดยการค้าระหว่างสองประเทศครึ่งปีแรกของปีนี้เพิ่มขึ้นประมาณ 37% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีผู้เดินทางไปมาหาสู่กันราว 2.2 ล้านคนต่อปี สำหรับด้านภาษา ท่านระบุว่า ณ ปี 2025 มีโรงเรียนมัธยมในไทยกว่า 220 แห่งสอนภาษาเกาหลี มีผู้เรียนกว่า 46,000 คน คิดเป็นราว 20% ของผู้เรียนภาษาเกาหลีระดับประถมและมัธยมทั่วโลก ท่านเห็นว่าหัวข้อ “การขยายกลุ่มผู้เรียนและยกระดับการเข้าถึง” เป็นประเด็นสำคัญที่จะผลักดันการศึกษาภาษาเกาหลีก้าวสู่อีกขั้น และอยากให้ร่วมกันหาแนวทางให้ทุกคนเรียนภาษาเกาหลีได้ง่าย ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด มีฐานะอย่างไร หรืออายุเท่าใด
คุณปาร์ค ซองฮา ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาเกาหลี ประจำประเทศไทย ชี้ว่าหลังการเติบโตเชิงปริมาณ ถึงเวลาที่การศึกษาภาษาเกาหลีต้องเสริมความเข้มแข็งเชิงคุณภาพและมองหาความยั่งยืน ศูนย์ฯ จึงขยายกลุ่มผู้เรียนที่เดิมกระจุกอยู่ในระดับมัธยม โดยปีนี้เป็นครั้งแรกที่ร่วมกับบริษัทและหน่วยงานเกาหลีทดลองสอนภาษาเกาหลีและให้คำปรึกษาแบบพี่เลี้ยงในโรงเรียนประถม 2 แห่ง ได้รับการตอบรับดี และมีแผนหารือกับหน่วยงานการศึกษาไทยเพื่อขยายสู่ระดับประถมศึกษา พร้อมจัดหลักสูตรภาษาเกาหลีตามความต้องการของครอบครัวพหุวัฒนธรรมไทย-เกาหลี ข้าราชการ ทหาร และคนทำงาน
ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.อาทิตย์ อินทรสิทธิ์ ใช้คำว่า “พลวัตใหม่” เป็นแกนหลักของคำกล่าวเปิดงาน โดยชี้ว่าคำถามสำคัญของการสอนภาษาเกาหลีไม่ใช่แค่ว่าจะสอนอย่างไร แต่คือจะออกแบบการเรียนรู้อย่างไรให้ผู้เรียนใช้ภาษาเป็นเครื่องมือเปิดโอกาส เชื่อมโยงผู้คน และสร้างอนาคตของตนเอง ท่านขยายความว่า “เปิดโอกาส” คือการทำให้ผู้เรียนที่หลากหลายเข้าถึงการเรียนรู้ได้ “เชื่อมผู้คน” คือการใช้ภาษาเป็นสะพานเชื่อมผู้เรียน ผู้สอน นักวิจัย สถาบัน และประเทศต่าง ๆ และ “สร้างอนาคตที่ยั่งยืน” คือการต่อยอดความร่วมมือสู่การเรียนการสอน การวิจัย และการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ ท่านย้ำว่าการเรียนรู้ที่มีคุณภาพไม่เกิดจากสถาบันใดสถาบันหนึ่งเพียงลำพัง ต้องอาศัยเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ จึงหวังให้ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในเวทีนี้ต่อยอดเป็นงานวิจัย การแลกเปลี่ยนนักศึกษาและบุคลากร และความร่วมมือระหว่างสถาบัน พร้อมชื่นชมคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์และเครือข่ายที่ร่วมสร้างพื้นที่ทางวิชาการครั้งนี้
หลังพิธีเปิด การประชุมเข้าสู่เนื้อหาทางวิชาการเต็มรูปแบบ เริ่มต้นด้วยปาฐกถาพิเศษของ Prof. Dr. Choi Eunji จากมหาวิทยาลัยเกาหลี (Korea University) เรื่องความรู้เท่าทัน AI ของผู้สอนภาษาเกาหลีกับการศึกษาเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ตามด้วยบรรยายพิเศษโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุภาพร บุญรุ่ง นายกสมาคมการศึกษาภาษาเกาหลีแห่งประเทศไทย และผู้อำนวยการศูนย์เกาหลีศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงก้าวใหม่ของการศึกษาภาษาเกาหลีในไทยและทิศทางของสมาคม ช่วงบ่ายแยกนำเสนอผลงานวิจัย 21 เรื่องเป็น 2 ห้อง คือ Kingthong Room และ Pathumwan Room จากนักวิชาการหลายสถาบัน ทั้งมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มหาวิทยาลัยอีฮวา (Ewha Womans University) มหาวิทยาลัยแห่งชาติโฮจิมินห์ซิตี้ และมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ รวมถึงนักวิชาการจากญี่ปุ่น
ผลงานวิจัยแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มประเด็นใหญ่ กลุ่มแรกคือ ตำรา หลักสูตร และการจัดการเรียนรู้ที่ตรงกับผู้เรียนไทย Dr. Jong Hwan Ko จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น นำเสนอหลักการพัฒนาตำราภาษาเกาหลีธุรกิจ ซึ่งเป็นผลจากโครงการพัฒนาตำราสำหรับสาขาวิชาเอกภาษาเกาหลีในมหาวิทยาลัยไทยที่ศูนย์การศึกษาเกาหลีฯ สนับสนุน และเสร็จสิ้นในปี 2024 ได้ตำราอีบุ๊กและคู่มือการสอนอย่างละ 1 เล่ม โดยยึด 4 หลักการ คือ ตอบสนองความต้องการและระดับของผู้เรียน ให้เข้าใจงานและวัฒนธรรมองค์กรของบริษัทเกาหลีจริง เน้นคำศัพท์และตัวอย่างที่ใช้จริงในที่ทำงาน และออกแบบให้ทบทวนซ้ำ ท่านอ้างข้อมูลว่านักศึกษาเอกภาษาเกาหลีในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งกว่า 42% อยากทำงานกับบริษัทเกาหลี และภาษาเกาหลีเป็นอันดับ 2 ของวิชาภาษาต่างประเทศที่สองในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ด้วยสัดส่วน 19.8% ด้านอาจารย์ ดร.พัชรยา ปาลสุทธิ์ จากมหาวิทยาลัยบูรพา วิเคราะห์หลักสูตรภาษาเกาหลีระดับมัธยมศึกษาของไทย เพื่อเสนอแนวทางเชื่อมต่อกับหลักสูตรระดับอุดมศึกษา ลดปัญหานักศึกษาปีหนึ่งมีพื้นฐานต่างกันจนเรียนซ้ำหรือเรียนไม่ทัน ขณะที่ Asst. Prof. Dr. Sayamon Sornsuwannasri จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการศึกษาอิงผลลัพธ์ (OBE) ต่อการออกเสียงภาษาเกาหลีของนักศึกษาไทย โดยตั้งเป้าหมายจากสถานการณ์จริงอย่างการสัมภาษณ์งาน พรพรรณ ทิพย์มณี จากคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พัฒนาแผนการเรียนรู้โดยใช้ภาระงานเป็นฐาน เพื่อเสริมทักษะการเขียนอธิบายข้อมูลเชิงวิเคราะห์ของนักศึกษาเอกภาษาเกาหลี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐวรรณ สินาโรจน์ จากมหาวิทยาลัยบูรพา เปรียบเทียบการอธิบายไวยากรณ์ “-(으)면” “-거든” และ “-어야” ในแบบเรียนภาษาเกาหลีสำหรับชาวต่างชาติ Napassorn Kessri จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ศึกษาปัจจัยที่ผู้เรียนระดับมัธยมปลายใช้ตัดสินใจเลือกสถาบันกวดวิชา A-Level ภาษาเกาหลี ด้วยกรอบส่วนประสมทางการตลาด 7Ps และ Yosathon Matjantha นำเสนอปัญหาและวิธีจัดการชั้นเรียนของครูภาษาเกาหลีในโรงเรียนมัธยมที่มีผู้เรียนเจเนอเรชันแอลฟา
กลุ่มที่สองเจาะลึกลักษณะภาษาและการใช้ภาษาของผู้เรียน Mina Jung จากมหาวิทยาลัยนเรศวร ศึกษาแนวทางสอนพยัญชนะเกาหลีเสียงธรรมดาและเสียงตึงสำหรับผู้เรียนไทย โดยเริ่มจากข้อสังเกตว่าผู้เรียนมักออกเสียง ㅅ คลาดเคลื่อน Than Thi Thuy Hien, Ph.D. จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติโฮจิมินห์ซิตี้ ศึกษาเครื่องหมายวรรคตอนในภาษาเวียดนามและในงานแปลเป็นภาษาเกาหลีของผู้เรียน ส่วน Lee Soyeon จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปรียบเทียบการใช้คำว่า “괜찮다” ซึ่งดูคล้าย “ไม่เป็นไร” ในภาษาไทย ระหว่างผู้พูดภาษาเกาหลี ผู้พูดภาษาไทย ผู้เรียนชาวไทย และปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ พบว่าความคล้ายกันของสองคำซ่อนความต่างทางวัฒนธรรมการสื่อสารในหลายสถานการณ์ เช่น การชม การขอโทษ และการปฏิเสธข้อเสนอ และ Asst. Prof. Soonyoun Lee นำเสนอประสบการณ์การสัมผัสภาษาเกาหลีนอกห้องเรียนของผู้เรียนระดับต้นชาวญี่ปุ่น
กลุ่มที่สามขยายไปสู่เกาหลีศึกษา วัฒนธรรม และสังคม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ศิวัสว์ สุรกิจบวร จากมหาวิทยาลัยนเรศวร แปลนิทานลายลักษณ์เกาหลีจากตัวบทภาษาจีนโบราณเป็นภาษาไทย แล้วเทียบกับสำนวนแปลภาษาเกาหลีของคิมจุนฮย็อง ดร.กรรนภัทร ทองตันอังกุล ศึกษาการเปลี่ยนความหมายของวัดเกาหลีจากภูมิทัศน์ศักดิ์สิทธิ์สู่อุตสาหกรรมวัฒนธรรม ผ่านวาทกรรมข่าวเกาหลีช่วงปี ค.ศ. 1900-2026 Park Dong Min จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ศึกษาการนำลัทธิหมอผีเกาหลี (มูซก) ในสื่อเกาหลีมาใช้ในการสอนวัฒนธรรม Assoc. Prof. Dr. Jimmyn Parc จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ นำเสนอแนวคิดการเปลี่ยนจากผู้รับวัฒนธรรมเป็นผู้ขยายวัฒนธรรม ผ่านวงจรเชิงบวกระหว่างกลุ่มแฟนคลับที่มีส่วนร่วมกับการเรียนภาษาเกาหลี Dr. Wanida Krawmoh จากคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิเคราะห์หมวดหมู่หนังสือพัฒนาตนเองขายดีในเกาหลี ดร.วิมลมาส หมื่นหอ และคณะ จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปรียบเทียบคำว่า “อาจุมม่า” กับ “มนุษย์ป้า” ในบริบทเกาหลีและไทย และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภาวนา เพ็ชรพราย จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ศึกษาการรับรู้และการปรับตัวของนักศึกษาไทยต่อจริยธรรมการทำงานในสถานประกอบการเกาหลี
กลุ่มที่สี่เชื่อมการศึกษาภาษาเกาหลีกับเทคโนโลยีและพลเมืองดิจิทัล ซึ่งสอดรับกับปาฐกถาพิเศษช่วงเช้า Ahsil Noh จากมหาวิทยาลัยอีฮวา ศึกษาการให้ข้อเสนอแนะของปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ต่อการสื่อสารขอร้องของผู้เรียน และดูว่าข้อเสนอแนะเปลี่ยนไปอย่างไรตามวิธีสั่งงาน Hyeseon Jeong, Ph.D. จากภาควิชาภาษาเกาหลี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใช้การสร้างแบบจำลองหัวข้อ (Topic Modeling) วิเคราะห์แนวโน้มงานวิจัยการใช้ AI ในการสอนภาษาต่างประเทศในไทย ท่ามกลางนโยบาย AI ด้านการศึกษาของไทย เช่น โครงการ AI for Teachers ที่อบรมครูกว่า 160,000 คน และ TH AI Academy ที่ส่งเสริมความรู้เท่าทัน AI แก่นักเรียนมัธยมปลายราว 600,000 คน และ Hee Chung Chun, Ph.D. จากมหาวิทยาลัยอีฮวา เสนอแนวทางสอนภาษาเกาหลีเพื่อปลูกฝังความเป็นพลเมืองดิจิทัลตามกรอบ 5 มิติของ UNESCO ก่อนปิดด้วยการสะท้อนและสังเคราะห์ประเด็นสำคัญ โดยรองศาสตราจารย์ ดร.สุนทรี ลาภรุ่งเรือง จากมหาวิทยาลัยบูรพา และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิรินาถ ศิริรัตน์ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร

การทำหน้าที่ผู้จัดการประชุมครั้งนี้ต่อยอดงานของหลักสูตรภาษาเกาหลีของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ซึ่งเริ่มเปิดสอนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 และขับเคลื่อนต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งการพานักศึกษาไปเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมถึงเมืองปูซาน และการจัดอบรม K-Career Ready เตรียมนักศึกษาสู่โลกการทำงาน เมื่อรวมกับเวทีวิชาการระดับนานาชาติ ก็ยิ่งตอกย้ำเป้าหมายของคณะที่มุ่งก้าวสู่การเป็นคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ชั้นนำในระดับอาเซียน ที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมสังคมด้วยภาษาและพหุวัฒนธรรม ผ่านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการกับสถาบันและผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มุ่งพัฒนาการเรียนรู้ที่มีคุณภาพผ่านเครือข่ายความร่วมมือ
เมื่อมองภาพรวมของผลงานทั้ง 21 เรื่อง จะเห็นทิศทางการศึกษาภาษาเกาหลีในประเทศไทยที่ชัดเจนขึ้นใน 4 ประการ ประการแรก คือการออกแบบการเรียนรู้ให้ผูกกับบริบทจริงของผู้เรียนไทยและโลกการทำงาน ตั้งแต่ตำราภาษาเกาหลีธุรกิจ การเรียนแบบอิงผลลัพธ์และภาระงาน ไปจนถึงการเตรียมนักศึกษาให้เข้าใจจริยธรรมและวัฒนธรรมการทำงานของสถานประกอบการเกาหลี ประการที่สอง คือการมองภาษาควบคู่กับวัฒนธรรมและสังคม ทั้งการใช้ภาษาในสถานการณ์จริง การแปล วรรณกรรม ความเชื่อ สื่อ และวัฒนธรรมแฟนคลับ ที่ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจความหมายเบื้องหลังถ้อยคำ ประการที่สาม คือการเชื่อมต่อและขยายฐานผู้เรียนให้หลากหลายขึ้น ทั้งการเชื่อมหลักสูตรมัธยมสู่อุดมศึกษา การเข้าใจพฤติกรรมของผู้เรียนรุ่นใหม่อย่างเจเนอเรชันแอลฟา และการใช้ประสบการณ์แฟนด้อมเป็นพลังหนุนการเรียน และประการสุดท้าย คือการรับมือกับ AI และโลกดิจิทัลอย่างรู้เท่าทัน ทั้งในฐานะเครื่องมือให้ข้อเสนอแนะแก่ผู้เรียน และในฐานะความรู้ที่ทั้งผู้สอนและผู้เรียนต้องมี ทิศทางเหล่านี้สะท้อนว่าการศึกษาภาษาเกาหลีของไทยกำลังก้าวจากการเน้นทักษะภาษา สู่การสร้างผู้เรียนที่ใช้ภาษาเกาหลีเป็นเครื่องมือสร้างโอกาสทั้งด้านการงาน การเรียนรู้ และการเข้าใจผู้คน ตรงกับแก่นของหัวข้อ ” เปิดโอกาส เชื่อมผู้คน สร้างอนาคตที่ยั่งยืน “
ก่อนที่ภาษาเกาหลีจะกลายเป็นวิชายอดนิยมของโรงเรียนและมหาวิทยาลัยไทย ปัตตานีมีสายสัมพันธ์กับเกาหลีมานานกว่าที่หลายคนคิด คนในจังหวัดปัตตานีและนราธิวาสรู้จัก “ถนนเกาหลี” หรือ “บาตะฮ์กอลี” ในภาษามลายูถิ่น ซึ่งหมายถึงทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 42 ช่วงปัตตานี-นราธิวาส สร้างขึ้นราวปี พ.ศ. 2508-2511 โดยบริษัทฮุนไดคอนสตรัคชั่นจากเกาหลีใต้ ซึ่งตามบทความของมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ถือเป็นโครงการรับเหมาก่อสร้างข้ามชาติครั้งแรกของบริษัท ต่อมาคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เริ่มเปิดสอนภาษาเกาหลีเป็นครั้งแรกในรูปแบบวิชาเลือกเสรีเมื่อปี พ.ศ. 2529 ก่อนยกระดับเป็นวิชาโทในปี พ.ศ. 2538 และเปิดเป็นวิชาเอกในปี พ.ศ. 2542 เป็นเส้นทางยาวนาน 40 ปี ซึ่งคณะระบุไว้ในข้อมูลหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาเกาหลี ว่าเป็นสถานศึกษาแห่งแรกที่เปิดสอนภาษาเกาหลีในประเทศไทย และเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 คณะฯ ยังได้รับความไว้วางใจจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย โดยศูนย์การศึกษาเกาหลี ให้เป็นสนามสอบวัดระดับภาษาเกาหลี TOPIK IBT ครั้งที่ 12 ประจำปี 2569 เป็นครั้งที่ 2 ที่คณะได้รับความไว้วางใจให้เป็นศูนย์สอบ ทำให้ผู้เรียนในภาคใต้เข้าถึงการสอบวัดระดับภาษาเกาหลีมาตรฐานสากลได้โดยไม่ต้องเดินทางไปกรุงเทพมหานคร จากถนนสายเก่าที่ชาวบ้านเรียกว่า “ถนนเกาหลี” สู่ห้องเรียนและสนามสอบภาษาเกาหลี ปัตตานีจึงเป็นจุดเชื่อมไทย-เกาหลีที่ต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน
การประชุมทางวิชาการระดับนานาชาติการศึกษาภาษาเกาหลี ประจำปี 2569 ครั้งนี้ จึงเป็นทั้งพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และจุดตั้งต้นของเครือข่ายที่จะขับเคลื่อนการศึกษาภาษาเกาหลีในไทยอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับ SDG 4 การศึกษาที่มีคุณภาพ ในการพัฒนาการเรียนการสอนและงานวิจัยด้านภาษา SDG 10 การลดความเหลื่อมล้ำ ในการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนที่หลากหลายเข้าถึงการเรียนรู้ภาษาเกาหลีได้เท่าเทียมกัน และ SDG 17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ในการเชื่อมสถาบันการศึกษาและหน่วยงานจากหลายประเทศเข้าด้วยกัน





































