คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.อ. ร่วมกับ ม.ปูตรามาเลเซีย จัดสัมมนานานาชาติวรรณกรรมและวัฒนธรรมมลายู ครั้งที่ 4

” Kearifan Alam Melayu dalam Hasil Cipta Sastera dan Budaya Serumpun ” เปิดพื้นที่ศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นปาตานี เสริมอัตลักษณ์ชาวมลายูผ่านงานวิจัยโลกมลายูข้ามพรมแดน

คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับ Faculty of Modern Languages and Communication มหาวิทยาลัยปูตรา มาเลเซีย จัดงาน ” The 4th International Postgraduate Seminar on Literature and Culture : The Wisdom of the Malay World in Literary and Cultural Works of the Malay Archipelago ” หรือ ” Seminar Antarabangsa Siswazah Sastera dan Budaya Siri 4, 2026 ” ในรูปแบบไฮบริดทั้งออนไซต์และออนไลน์ เมื่อวันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ณ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี โดยความร่วมมือจากองค์กรพันธมิตรระดับภูมิภาคหลายแห่ง อาทิ Pertubuhan Peradaban Melayu Malaysia Kelantan ( PPMMK ) Jaringan Komuniti Sastera Kanak-kanak dan Remaja ( JKSKR ) และ Kolej Universiti Islam Antarabangsa Sultan Ismail Petra ( KIAS ) รวบรวมนักวิชาการและนักศึกษาบัณฑิตศึกษาจากมาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน และไทย มานำเสนอผลงานวิจัยกว่า 60 เรื่อง

เสียงเพลงชาติไทยและเพลงชาติมาเลเซีย ดังขึ้นเป็นสัญญาณเปิดงาน อาจารย์ ดร.ยูเนียนสาสมีต้า สาเมาะ รองคณบดีฝ่ายวิจัยและยุทธศาสตร์ความเป็นเลิศ กล่าวรายงานความเป็นมาและความร่วมมือที่สานต่อกันมาอย่างต่อเนื่องต่อ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชิดชัย อุดมพันธ์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวต้อนรับและกล่าวเปิดงานแก่ คณะผู้บริหารและนักวิชาการจากทั้งสองประเทศ เป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยปูตรา มาเลเซีย และคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทณือย่างยาวนาน บรรยากาศยิ่งอบอุ่นขึ้นเมื่อทั้งสองสถาบันร่วมกันแสดงศิลปวัฒนธรรมและแลกเปลี่ยนของที่ระลึก เป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพทางวิชาการที่ข้ามพรมแดน

งานเริ่มด้วยปาฐกถาพิเศษสองหัวข้อที่ฉายภาพภูมิปัญญาโลกมลายูจากสองมุมมองที่แตกต่างกัน โดย YBhg. Dato’ Haji A. Aziz Deraman ประธาน Pertubuhan Peradaban Melayu Malaysia Kelantan ( PPMMK ) เปิดประเด็นด้วยหัวข้อ ” Kearifan Alam Melayu dalam Hasil Cipta Sastera dan Budaya Serumpun ” ก่อนที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อามีเนาะห์ เจ๊ะหวะ จากหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษามลายูและมลายูศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จะนำผู้ฟังดำดิ่งสู่หัวข้อ ” Membaca Semula Sastera Melayu Patani : Menyingkap Kearifan, Menelusuri Identiti, Merentas Sempadan ” หรือ ” อ่านวรรณกรรมมลายูปาตานีใหม่ : เปิดภูมิปัญญา สืบค้นอัตลักษณ์ ข้ามพรมแดน ” ดำเนินรายการโดย Dr. Rahimah Hamdan จากมหาวิทยาลัยปูตรา มาเลเซีย ซึ่งนำเสนอมุมมองจากนักวิชาการท้องถิ่นปาตานีได้อย่างลึกซึ้ง สร้างบทสนทนาที่เชื่อมโยงระหว่างศูนย์กลางวิชาการมาเลเซียกับรากเหง้าวัฒนธรรมมลายูในพื้นที่ภาคใต้ของไทยได้อย่างงดงาม จากนั้นผู้เข้าร่วมแยกย้ายกันเข้าสู่ห้องสัมมนาคู่ขนานเพื่อฟังการนำเสนอผลงานวิจัย ฝั่งออนไซต์ที่ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี แบ่งออกเป็น 3 ห้องย่อย ได้แก่ ห้องมะเดื่อ ห้องมะปริง และห้องมะปราง ขณะเดียวกัน ฝั่งออนไลน์ผ่านโปรแกรม Zoom ก็คึกคักไม่แพ้กัน ด้วยห้องเสมือนอีก 3 ห้อง ( Ruang Maya 1-3 ) รวมแล้วตลอดทั้งวันมีผลงานวิจัยขึ้นนำเสนอมากกว่า 60 เรื่อง

สิ่งที่ทำให้เวทีนี้สมกับคำว่า ” นานาชาติ ” อย่างแท้จริง คือ ความหลากหลายของผู้เข้าร่วม ซึ่งเดินทางและเชื่อมต่อออนไลน์มาจากสถาบันการศึกษาทั่วภูมิภาค นำโดย Universiti Putra Malaysia ที่ส่งนักวิจัยเข้าร่วมมากที่สุด ตามมาด้วย Universiti Sains Islam Malaysia, Universiti Malaya Universiti Kebangsaan Malaysia Universiti Sains Malaysia Universiti Teknologi MARA Universiti Utara Malaysia Universiti Malaysia Sabah Universiti Malaysia Kelantan Universiti Malaysia Terengganu Universiti Pendidikan Sultan Idris และ Universiti Islam Antarabangsa Malaysia ไปจนถึงสถาบันระดับโรงเรียนและวิทยาลัยอย่าง Kolej Universiti Islam Antarabangsa Sultan Ismail Petra และ Institut Pendidikan Guru Malaysia พร้อมทั้งนักวิจัยจาก Universitas Gadjah Mada ของอินโดนีเซีย และ Pusat Tingkatan Enam Belait จากบรูไนดารุสซาลาม ที่ร่วมเดินทางมาแลกเปลี่ยนความรู้ด้วยเช่นกัน ฝ่ายเจ้าภาพเองก็ไม่น้อยหน้า คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ส่งนักวิจัยร่วมนำเสนอผลงานหลายชิ้น ตั้งแต่อาจารย์ ดร. อับดลเล๊าะ ขรีดาโอ๊ะ อาจารย์หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษามลายูและมลายูศึกษา ที่พาผู้ฟังไปสำรวจกระบวนการยืมคำภาษามลายูในสำเนียงไทยถิ่นใต้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. DJUSMALINAR DJUSMALINAR ที่วิเคราะห์ภาพลักษณ์สตรีมีนังกาเบาผ่านนวนิยายด้วยทฤษฎีวิพากษ์สตรีนิยม ทีมนางสาวนูรบิสมี ซานี นางสาวนูรสุวารี มาแซ และนางสาวนูรซาฟีรา บาซอ ที่ศึกษาบทบาทของอินฟลูเอนเซอร์สื่อสังคมในการธำรงภาษาและวัฒนธรรมมลายูปาตานี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อามีเนาะห์ เจ๊ะหวะ ที่จับมือกับ Saliha Musor จาก Universiti Fatoni ศึกษามิติมนุษยนิยมทางการแพทย์ในวรรณคดีศิลปะการรักษาของแผ่นดินปาตานี ตลอดจนทีม Arina Johari, อาจารยื ดร. มูนีราห์ ยามิรูเด็ง และ Nurul Hanilah Mohd. Ismath ที่เปรียบเทียบความสุภาพเชิงสื่อสารในปันตุนยะโฮร์-เรียวกับปันตุนปาตานี

หัวข้องานวิจัยที่นำเสนอตลอดวันครอบคลุมมิติที่หลากหลายอย่างน่าทึ่ง บ้างพาผู้ฟังย้อนกลับไปสู่วรรณกรรมคลาสสิกอย่างการวิเคราะห์ Hikayat Faridah Hanom และ Melati Sarawak ผ่านกรอบแนวคิดวรรณกรรมสร้างสรรค์ใหม่ บ้างพาก้าวเข้าสู่ประเด็นร่วมสมัยอย่างบทบาทของปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) ในการวิจัยและการเรียนการสอนภาษามลายู การแปลบทกวีอาหรับคลาสสิกด้วยปัญญาประดิษฐ์ และการอนุรักษ์มรดกภาพยนตร์มาเลเซียในยุคดิจิทัล-AI ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งเจาะลึกด้านการศึกษาและภาษาศาสตร์ประยุกต์ ทั้งการพัฒนาทักษะการเขียนสำหรับนักเรียนดิสเล็กเซียและการเรียนรู้แบบปรับตัวด้วยปัญญาประดิษฐ์ในการสอนเรียงความภาษามลายู บ้างก็ว่าด้วยศาสนาและจริยธรรม ตั้งแต่แนวคิดเตาบัตในนวนิยายไปจนถึงจริยธรรมการเผยแพร่ศาสนาผ่านสื่อดิจิทัลอาหรับ-มลายู และยังมีงานด้านชาติพันธุ์วิทยาที่พาผู้ฟังไปรู้จักการทอผ้าแบบดั้งเดิมของชาวอีรานุนในซาบะฮ์ พิธีกรรมหลังความตายของชุมชนมลายู และคติชนของชาวจากุนในปาฮัง ความหลากหลายเหล่านี้สะท้อนให้เห็นชัดว่าวงวิชาการด้านภาษา วรรณกรรม และวัฒนธรรมมลายูในภูมิภาคไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับการศึกษาต้นฉบับโบราณเพียงอย่างเดียว แต่ยังก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัลไปพร้อมกันอย่างมีชีวิตชีวา

เมื่อฟ้าเริ่มคล้อยบ่าย งานสัมมนาปิดท้ายด้วยคำกล่าวปิดโดย Assoc. Prof. Dr. Kamariah Kamarudin ประธานการจัดงาน Seminar Antarabangsa Siswazah Sastera dan Budaya Siri 4, 2026 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของซีรีส์ SAS ที่จัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ครั้งที่ 1 ภายใต้หัวข้อการนานาชาติวรรณกรรมและวัฒนธรรมนูซันตารา ครั้งที่ 2 ว่าด้วยการปลูกฝังองค์ความรู้ในยุคสหัสวรรษที่ 21 และครั้งที่ 3 ที่โฟกัสความยั่งยืนของภาษา วรรณกรรม และวัฒนธรรมนูซันตารา แต่ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่ซีรีส์ SAS เดินทางมาจัดถึงประเทศไทย ตอกย้ำสถานะของจังหวัดปัตตานีในฐานะพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของโลกมลายู ที่มีมรดกด้านต้นฉบับโบราณ วรรณกรรม ประเพณีมุขปาฐะ และภูมิปัญญาท้องถิ่นอันควรค่าแก่การศึกษาและอนุรักษ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ งานสัมมนามีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ คือ การเปิดพื้นที่ถกแถลงผลงานวิจัยล่าสุดด้านวรรณกรรมและวัฒนธรรมมลายู การศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สอดแทรกอยู่ในผลงานสร้างสรรค์เพื่อเสริมสร้างอัตลักษณ์ชาวมลายู และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการระหว่างนักวิจัยและนักวิชาการในภูมิภาคโลกมลายูให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

คำว่า “มลายู” ในบริบทวิชาการหมายถึงกลุ่มชาติพันธุ์และวัฒนธรรมที่มีรากฐานร่วมกันทั้งด้านภาษา ศาสนาอิสลาม ขนบธรรมเนียม และวิถีชีวิต ซึ่งกระจายตัวอยู่ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะประเทศมาเลเซียเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมกลุ่มชนมลายูในอินโดนีเซีย บรูไน สิงคโปร์ ตลอดจนชุมชนมลายูในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างของไทยอย่างปาตานี ซึ่งมีเอกลักษณ์วัฒนธรรมมลายูที่เป็นของตนเอง ทั้งภาษาถิ่น วรรณกรรมมุขปาฐะ ศิลปะการแสดง และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สั่งสมผ่านประวัติศาสตร์อันยาวนานของอาณาจักรปาตานีในอดีต แนวคิด “โลกมลายู” หรือ Alam Melayu จึงเป็นกรอบคิดที่มองข้ามเส้นแบ่งพรมแดนรัฐชาติ เพื่อศึกษาความเชื่อมโยงและความหลากหลายของวัฒนธรรมมลายูในฐานะพื้นที่ทางวัฒนธรรมร่วม การจัดสัมมนาวิชาการนานาชาติในลักษณะนี้จึงมีความสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ข้ามพรมแดน โดยเฉพาะการศึกษาวรรณกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านมุมมองร่วมสมัย เช่น การวิเคราะห์เชิงภาษาศาสตร์ปริชาน การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการศึกษาวรรณกรรม และการตีความภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อรับมือกับความท้าทายของโลกยุคใหม่ ซึ่งช่วยให้มรดกทางวัฒนธรรมของภูมิภาคยังคงมีชีวิตและมีความหมายต่อคนรุ่นใหม่ ขณะที่รูปแบบการจัดสัมมนาแบบไฮบริดที่ผสมผสานทั้งการนำเสนอแบบพบหน้าและผ่านระบบออนไลน์ ยังเป็นแนวโน้มสำคัญของวงวิชาการนานาชาติในปัจจุบัน เพราะช่วยขยายการเข้าถึงให้นักวิจัยจากประเทศที่ห่างไกลสามารถร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ได้โดยไม่ต้องเดินทาง โดยยังคงรักษาคุณภาพของการอภิปรายทางวิชาการไว้อย่างครบถ้วน

การจัดงาน The 4th International Postgraduate Seminar on Literature and Culture ในครั้งนี้ ตอกย้ำบทบาทของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในฐานะศูนย์กลางทางวิชาการด้านภาษาและวัฒนธรรมมลายูของภูมิภาค สอดคล้องกับ SDG 4 การศึกษาที่มีคุณภาพ ในการเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ระดับนานาชาติแก่นักศึกษาบัณฑิตศึกษาและนักวิจัย และ SDG 17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการกับสถาบันการศึกษาและองค์กรพันธมิตรทั่วภูมิภาคโลกมลายู

Scroll to Top