นักศึกษาสังคมสงเคราะห์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.อ. จัดสัมมนาใหญ่ เปิดพื้นที่กลางความรู้ ถกอนาคตวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ในยุค AI ชายแดนใต้

หลักสูตรสังคมสงเคราะห์ศาสตรบัณฑิต คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดสัมมนาวิชาการ ” พื้นที่กลางทางความรู้ในงานสังคมสงเคราะห์ กับการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ” ครอบคลุม 4 ประเด็นร้อน ตั้งแต่จริยธรรมสื่อสังคม บทบาทวิชาชีพ บทบาท AI ไปจนถึงวิกฤตนักสังคมสงเคราะห์ขาดแคลน

คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยนักศึกษาชั้นปีที่ 4 หลักสูตรสังคมสงเคราะห์ศาสตรบัณฑิต จัดโครงการสัมมนาวิชาการ ” พื้นที่กลางทางความรู้ในงานสังคมสงเคราะห์ กับการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้” ภายใต้ธีม The Future of Social Work: นักสังคมสงเคราะห์ในยุคดิจิทัล เมื่อ AI กลายเป็นผู้ช่วย เมื่อวันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ หอประชุมชูเกียรติปิติเจริญกิจ สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี โดยได้รับเกียรติจาก  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ศรัณย์ลิตา โชติรัตน์ รองคณบดีฝ่ายนิเวศดิจิทัลและระบบคุณภาพ เป็นผู้แทนคณบดีกล่าวเปิดงาน

โครงการสัมมนาวิชาการในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อสร้างพื้นที่กลางทางวิชาการให้นักศึกษา และผู้ที่สนใจได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับบทบาทและทิศทางของงานสังคมสงเคราะห์ในบริบทจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยแบ่งการเสวนาออกเป็น 4 ช่วงสำคัญตลอดทั้งวัน ได้แก่ หัวข้อ ” When Content comes before Consent : เมื่อการช่วยเหลือกลายเป็นคอนเทนต์ ” ซึ่งเจาะลึกเส้นแบ่งที่ละเอียดอ่อนระหว่างการสื่อสารเพื่อสังคมกับการละเมิดสิทธิกลุ่มเปราะบาง ท่ามกลางยุคที่การเผยแพร่ข้อมูลบนสื่อออนไลน์เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ประเด็นนี้ถือเป็นความท้าทายสำคัญของนักสังคมสงเคราะห์ยุคใหม่ที่ต้องตระหนักถึงจริยธรรมในการสื่อสารและความเคารพในศักดิ์ศรีของผู้รับบริการควบคู่กันไปเสมอ หัวข้อที่สอง ในหัวข้อ ” Beyond Charity : นักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพ คุณค่า และบทบาทที่มากกว่าการสงเคราะห์ ” ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากภาคปฏิบัติในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง 2 ท่าน สังคมสงเคราะห์วิชาชีพนัสรูลเลาะห์ อาแว นักสังคมสงเคราะห์ปฏิบัติการ โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ และสังคมสงเคราะห์วิชาชีพอักรอม เลิศอริยะพงษ์กุล นักสังคมสงเคราะห์ชำนาญการ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดยะลา ทั้งสองท่านร่วมกันถ่ายทอดประสบการณ์จริงและนำเสนอมุมมองว่าวิชาชีพสังคมสงเคราะห์นั้นมีพลังในการเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนและขับเคลื่อนสังคมได้อย่างมีนัยสำคัญ เกินกว่าภาพลักษณ์ของ “การสงเคราะห์” ในความเข้าใจของสังคมวงกว้าง

สำหรับหัวข้อที่สาม ว่าด้วยประเด็น ” AI เข้ามาช่วยในงานสังคมสงเคราะห์ ” ซึ่งสำรวจโอกาสและความท้าทายที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มอบให้แก่วิชาชีพสังคมสงเคราะห์ในยุคดิจิทัล ทั้งในแง่การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การเข้าถึงข้อมูล และขอบเขตจริยธรรมที่นักสังคมสงเคราะห์ต้องกำหนดอย่างรอบคอบ และหัวข้อที่สี่ ปรเด็น ” Fading Light of Hopes : เพราะอะไร นักสังคมสงเคราะห์ในประเทศไทยกำลังขาดแคลน ” ซึ่งเป็นประเด็นที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับวงการสาธารณะอย่างมาก โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรพิเศษ 2 ท่าน คือ นางสาวนดา บินร่อหีม ศิษย์เก่าสาขาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี รุ่นที่ 8 อดีตประธานสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย และพาร์ทเนอร์ร่วมกับองค์การยูนิเซฟ และนางดวงฤดี นภาภัทริน ผู้อำนวยการสถานคุ้มครองสวัสดิภาพผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ จังหวัดสงขลา ทั้งสองท่านได้ร่วมกันสะท้อนภาพวิกฤตการขาดแคลนนักสังคมสงเคราะห์ในประเทศไทยจากมุมมองของผู้ปฏิบัติงานและผู้กำหนดนโยบายสังคม

โครงการสัมมนาวิชาการ ” พื้นที่กลางทางความรู้ในงานสังคมสงเคราะห์ กับการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ” โดยนักศึกษาชั้นปีที่ 4 เป็นผู้ริเริ่มและดำเนินการครั้งนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในการผลิตบัณฑิตที่ไม่เพียงมีความรู้เชิงทฤษฎี แต่ยังตระหนักถึงบริบทสังคมรอบด้านและพร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนหลายด้าน ทั้ง SDG 4 การศึกษาที่มีคุณภาพ ผ่านการจัดการเรียนรู้เชิงวิชาการที่เชื่อมโยงกับสถานการณ์จริงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ SDG 10 ลดความเหลื่อมล้ำ ผ่านการส่งเสริมความเข้าใจในบทบาทของวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ที่คุ้มครองและเสริมสร้างศักดิ์ศรีของกลุ่มเปราะบาง และ SDG 16 สังคมสงบสุขและยุติธรรม ผ่านการสร้างความตระหนักรู้ด้านจริยธรรมการสื่อสาร การคุ้มครองสิทธิ และการพัฒนากลไกงานสังคมสงเคราะห์ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืน

Scroll to Top